a close up of a group of different colored objects

Similar Posts

  • | | | |

    เรากำลังสร้างปัญญาแบบไหนกันแน่?

    เราไม่ได้กำลังสร้างสมองเทียม แต่เรากำลังสร้างเครื่องมือทางสถิติที่ซับซ้อนซึ่งทำหน้าที่คาดการณ์ข้อมูลถัดไปที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดในลำดับหนึ่งๆ วาทกรรมในปัจจุบันมักปฏิบัติต่อ Large language models ราวกับว่าพวกมันเป็นสมองทางชีวภาพที่กำลังเติบโต แต่นี่คือความผิดพลาดเชิงตรรกะขั้นพื้นฐาน ระบบเหล่านี้ไม่ได้เข้าใจแนวคิดต่างๆ แต่พวกมันประมวลผลโทเค็นผ่านคณิตศาสตร์หลายมิติ ข้อสรุปสำคัญสำหรับผู้สังเกตการณ์ทุกคนคือ เราได้ทำให้อุตสาหกรรมการเลียนแบบการแสดงออกของมนุษย์กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว นี่คือเครื่องมือสำหรับการสังเคราะห์ ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับการรับรู้ เมื่อคุณโต้ตอบกับโมเดลสมัยใหม่ คุณกำลังสืบค้นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตสาธารณะเวอร์ชันที่ถูกบีบอัด มันให้คำตอบที่มีความน่าจะเป็นสูงสุด ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเสมอไป ความแตกต่างนี้คือเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่เทคโนโลยีทำได้กับสิ่งที่เราจินตนาการว่ามันทำได้ เมื่อเรานำเครื่องมือเหล่านี้ไปรวมเข้ากับทุกแง่มุมของชีวิต เดิมพันจึงเปลี่ยนจากความแปลกใหม่ทางเทคนิคไปสู่การพึ่งพาในทางปฏิบัติ เราต้องหยุดถามว่าเครื่องจักรคิดได้หรือไม่ และเริ่มถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราฝากการตัดสินใจของเราไว้กับเส้นโค้งความน่าจะเป็น คุณสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ที่ข้อมูลเชิงลึกด้าน AI ล่าสุดของเราที่ [Insert Your AI Magazine Domain Here] ในขณะที่เราติดตามวิวัฒนาการของระบบเหล่านี้ สถาปัตยกรรมของการคาดการณ์เชิงความน่าจะเป็นเพื่อให้เข้าใจสถานะของเทคโนโลยีในปัจจุบัน เราต้องดูที่สถาปัตยกรรม Transformer ซึ่งเป็นกรอบการทำงานทางคณิตศาสตร์ที่ช่วยให้โมเดลสามารถชั่งน้ำหนักความสำคัญของคำต่างๆ ในประโยคได้ มันไม่ได้ใช้ฐานข้อมูลของข้อเท็จจริง แต่ใช้ค่าน้ำหนัก (weights) และอคติ (biases) เพื่อกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างจุดข้อมูล เมื่อผู้ใช้ป้อนคำสั่ง ระบบจะแปลงข้อความเป็นตัวเลขที่เรียกว่าเวกเตอร์ เวกเตอร์เหล่านี้อยู่ในพื้นที่ที่มีหลายพันมิติ จากนั้นโมเดลจะคำนวณวิถีของคำถัดไปตามรูปแบบที่เรียนรู้ระหว่างการฝึกฝน กระบวนการนี้เป็นคณิตศาสตร์ล้วนๆ ไม่มีการพูดคุยกับตัวเองหรือการไตร่ตรองอย่างมีสติ มันคือการคำนวณแบบขนานขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีกระบวนการฝึกฝนเกี่ยวข้องกับการป้อนคำหลายล้านล้านคำจากหนังสือ บทความ และโค้ดให้กับโมเดล

  • | | |

    ใครกันแน่ที่เป็นคนกุมบังเหียน AI ในปี 2026?

    สถาปนิกหน้าใหม่แห่งยุคสังเคราะห์ยุคของเหล่าคนดังผู้ก่อตั้ง AI กำลังจะผ่านไป ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ผู้คนต่างจดจ่ออยู่กับเสียงของผู้นำที่มีเสน่ห์ซึ่งสัญญาถึงอนาคตที่สะดวกสบายไร้ขีดจำกัด แต่ในวันนี้ บทสนทนาได้ย้ายจากเวทีไปสู่ห้องเซิร์ฟเวอร์และสภาผู้ร่างกฎหมายแล้ว อิทธิพลไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะพูดบนเวทีได้น่าประทับใจที่สุดอีกต่อไป แต่อยู่ที่ว่าใครเป็นผู้ควบคุมโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและกรอบกฎหมายที่ทำให้ระบบเหล่านี้ทำงานได้จริง ผู้ที่ขับเคลื่อนบทสนทนาตัวจริงคือคนที่บริหารจัดการโครงข่ายพลังงาน ผู้กำกับดูแลที่กำหนดความเป็นเจ้าของข้อมูล และวิศวกรที่ปรับแต่งต้นทุนการประมวลผล เรากำลังเห็นการเปลี่ยนผ่านจากคำถามว่า AI คือ “อะไร” ไปสู่คำถามว่า “อย่างไร” และ “ด้วยต้นทุนเท่าไหร่” ความสับสนที่หลายคนมีต่อหัวข้อนี้คือความเชื่อที่ว่าบริษัทใหญ่เพียงไม่กี่แห่งยังคงตัดสินใจทุกอย่างอยู่ฝ่ายเดียว ซึ่งนั่นเป็นเรื่องเข้าใจผิด แม้ชื่อใหญ่ๆ จะยังคงมีอำนาจ แต่ตอนนี้พวกเขากลับต้องพึ่งพาเครือข่ายผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ผู้ให้บริการพลังงาน และสหภาพแรงงานขนาดใหญ่ที่กำลังเขียนกฎเกณฑ์ใหม่ของงานสร้างสรรค์ อำนาจได้กระจายตัวในแง่ของอิทธิพล แม้ว่าเทคโนโลยีจะยังคงกระจุกตัวในแง่ของฮาร์ดแวร์ก็ตาม เพื่อให้เข้าใจว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปทางไหน เราต้องมองข้ามข่าวประชาสัมพันธ์และโฟกัสไปที่เดิมพันจริงในเรื่องพลังงาน กฎหมาย และแรงงานการเปลี่ยนผ่านจากกระแส Hype สู่โครงสร้างพื้นฐานผู้ขับเคลื่อนหลักในปัจจุบันคือสถาปนิกแห่ง “คูเมืองประมวลผล” (compute moat) ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของการมี GPU จำนวนมากเท่านั้น แต่เป็นความสามารถในการรองรับภาระทางไฟฟ้ามหาศาลที่จำเป็นต่อการเทรนและรันโมเดลเหล่านี้ บริษัทต่างๆ กำลังซื้อโรงไฟฟ้าของตัวเองหรือทำสัญญาผูกขาดกับผู้ผลิตนิวเคลียร์ สิ่งนี้ทำให้โยบายพลังงานกลายเป็นเรื่องของเทคโนโลยี เมื่อคณะกรรมการสาธารณูปโภคในเขตเล็กๆ ตัดสินใจเรื่องการจัดสรรพลังงาน พวกเขากำลังมีอิทธิพลต่อวิถีของ AI ระดับโลกมากกว่าอินฟลูเอนเซอร์บนโซเชียลมีเดียเสียอีก นี่คือความจริงที่ขัดแย้งกับแนวคิดที่ว่า AI

  • | | | |

    จีนกำลังไล่ตามทันตรงไหน และอเมริกาเป็นผู้นำในด้านใดบ้าง 2026

    ขั้วอำนาจใหม่ในการประมวลผลระดับโลกการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนไม่ใช่แค่การวิ่งแข่งเพื่อชิงความเป็นหนึ่งอีกต่อไป แต่มันได้กลายเป็นการต่อสู้ที่ซับซ้อนซึ่งแต่ละฝ่ายต่างมีข้อได้เปรียบที่ฝ่ายตรงข้ามเลียนแบบได้ยาก ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงรักษาความได้เปรียบในด้านพลังการประมวลผลดิบและเงินทุน จีนก็กำลังลดช่องว่างนั้นลงด้วยขนาดของตลาดภายในประเทศและการสนับสนุนจากภาครัฐ นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่ผู้ชนะจะได้ทุกอย่าง แต่เป็นการแยกทางกันของปรัชญาทางเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่าความแตกต่างด้านประสิทธิภาพระหว่างโมเดลระดับท็อปของอเมริกาและจีนกำลังลดลงเหลือเพียงไม่กี่เดือนของการพัฒนา ซึ่งท้าทายความเชื่อเดิมที่ว่านวัตกรรมของอเมริกานั้นไม่มีใครเทียบได้ แม้ช่องว่างเชิงกลยุทธ์ในฮาร์ดแวร์ระดับสูงจะยังคงกว้างอยู่ แต่ในระดับซอฟต์แวร์กำลังกลายเป็นพื้นที่ที่มีความเท่าเทียมกันอย่างเข้มข้น เรากำลังเข้าสู่ยุคที่สหรัฐฯ เป็นผู้จัดหาเครื่องมือพื้นฐาน ในขณะที่จีนเป็นผู้สร้างแม่แบบในการนำเครื่องมือเหล่านั้นไปบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจสมัยใหม่ในวงกว้าง พลวัตในปัจจุบันถูกกำหนดโดยกำแพงฮาร์ดแวร์ในฝั่งตะวันตกและความหนาแน่นของการใช้งานในฝั่งตะวันออก ความเท่าเทียมของ Large Language Modelsเป็นเวลาหลายปีที่เรื่องราวในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีคือบริษัท AI ของจีนเพียงแค่ลอกเลียนแบบความสำเร็จของตะวันตก แต่มุมมองนั้นล้าสมัยไปแล้ว บริษัทอย่าง Alibaba, Baidu และสตาร์ทอัพอย่าง 01.AI กำลังสร้างโมเดลที่ติดอันดับต้นๆ ของเกณฑ์มาตรฐานระดับโลก โมเดลเหล่านี้ไม่ได้แค่ใช้งานได้จริง แต่ยังได้รับการปรับแต่งมาเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากบริษัทจีนเผชิญกับข้อจำกัดที่เข้มงวดในการซื้อชิป พวกเขาจึงกลายเป็นปรมาจารย์ในการทำสิ่งที่มากกว่าด้วยทรัพยากรที่น้อยกว่า พวกเขาเน้นไปที่ประสิทธิภาพของสถาปัตยกรรมและคุณภาพของข้อมูลแทนที่จะแค่ทุ่มชิปเข้าไปแก้ปัญหา สิ่งนี้ทำให้เกิดการสนับสนุนแบบ open source จากนักพัฒนาชาวจีนเพิ่มขึ้นอย่างมาก โมเดลแบบเปิดเหล่านี้กำลังถูกนำไปใช้โดยนักพัฒนาทั่วโลก ซึ่งสร้าง soft power รูปแบบใหม่ให้กับปักกิ่ง จากงานวิจัยของ Stanford Institute for Human-Centered AI ปริมาณงานวิจัยคุณภาพสูงที่ออกมาจากสถาบันของจีนในขณะนี้ทัดเทียมกับสหรัฐฯ ในหลายตัวชี้วัดที่สำคัญ จุดเน้นในจีนได้เปลี่ยนจากการไล่ตาม GPT

  • | | | |

    ทำไมจู่ๆ AI ถึงดูเหมือนอยู่ทุกที่ไปหมดใน 2026

    มือที่มองไม่เห็นของการตั้งค่าเริ่มต้นคุณไม่ได้เป็นคนขอให้มันมาอยู่ตรงนั้น วันหนึ่งคุณเปิดอีเมลขึ้นมาแล้วมีไอคอนเล็กๆ เสนอตัวช่วยเขียนคำตอบให้คุณ คุณเปิดมือถือเพื่อถ่ายรูปแล้วมีคำแนะนำเด้งขึ้นมาให้ลบคนข้างหลังออก คุณค้นหาสูตรอาหารแล้วมีสรุปเนื้อหามาแทนที่ลิงก์ที่คุณเคยคลิก นี่คือยุคของการวางตำแหน่งแบบ Default เหตุผลที่ AI รู้สึกเหมือนอยู่ทุกที่ ไม่ใช่เพราะทุกระบบเก่งขึ้นมาทันทีทันใด แต่เป็นเพราะบริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ของโลกตัดสินใจเปิดใช้งานมันให้กับทุกคนพร้อมกัน เราผ่านยุคของแชทบอตทดลองที่ต้องล็อกอินแยกต่างหากมาแล้ว ตอนนี้เทคโนโลยีถูกฝังลงไปในระบบปฏิบัติการและช่องค้นหาที่เราใช้งานอยู่เป็นประจำ การเปลี่ยนจากเครื่องมือที่ต้องเลือกใช้ (opt-in) มาเป็นฟีเจอร์พื้นฐานคือตัวขับเคลื่อนหลักของความรู้สึกที่ว่ามันมีอยู่เต็มไปหมด นี่คือกลยุทธ์การกระจายตัวครั้งใหญ่ที่บังคับให้เราต้องเห็นมัน ไม่ว่าเทคโนโลยีเบื้องหลังจะพร้อมเต็มที่หรือไม่ก็ตาม ความรู้สึกว่ามันอยู่ทุกที่นั้นเป็นผลมาจากอิทธิพลขององค์กร มากกว่าจะเป็นการก้าวกระโดดทางตรรกะหรือเหตุผล การมีอยู่ทั่วไปนี้สร้างผลกระทบทางจิตวิทยาที่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกเหมือนถูกล้อมรอบ เมื่อโปรแกรมประมวลผลคำ สเปรดชีต และคีย์บอร์ดมือถือของคุณต่างก็แนะนำคำถัดไปให้ เทคโนโลยีก็ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นสภาพแวดล้อมไปแล้ว นี่ไม่ใช่ช่วงการปรับตัวที่ค่อยเป็นค่อยไป แต่มันคือการบูรณาการแบบบังคับที่ข้ามขั้นตอนการเลือกของผู้บริโภคแบบเดิมไปเลย การนำเครื่องมือเหล่านี้มาวางไว้ในเส้นทางของผู้ใช้หลายพันล้านคน ทำให้ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเดิมพันว่าความสะดวกสบายจะสำคัญกว่าข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว เป้าหมายคือการทำให้เทคโนโลยีนี้ธรรมดาเหมือนกับระบบตรวจคำผิด อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวที่รุนแรงนี้ยังทำให้เส้นแบ่งระหว่างเครื่องมือที่มีประโยชน์กับเครื่องมือที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นั้นพร่าเลือน เรากำลังอยู่ในช่วงการอัปเดตซอฟต์แวร์แบบบังคับที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ผลลัพธ์ของการทดลองนี้จะเป็นตัวกำหนดวิธีที่เราโต้ตอบกับคอมพิวเตอร์ในทศวรรษหน้าการเปลี่ยนจากทางเลือกสู่การบูรณาการเป็นเวลาหลายปีที่การใช้ซอฟต์แวร์ขั้นสูงต้องอาศัยความตั้งใจ คุณต้องเข้าเว็บไซต์เฉพาะหรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเฉพาะเพื่อโต้ตอบกับ Large Language Model ความยุ่งยากนั้นทำหน้าที่เป็นกำแพง แต่วันนี้กำแพงนั้นหายไปแล้ว การบูรณาการเกิดขึ้นในระดับระบบ เมื่อ Microsoft เพิ่มปุ่มเฉพาะบนคีย์บอร์ดแล็ปท็อป หรือ Apple ฝังผู้ช่วยเขียนไว้ในแกนกลางของระบบปฏิบัติการมือถือ เทคโนโลยีก็กลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่คือกลยุทธ์แบบ Default ซึ่งอาศัยความจริงที่ว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่เคยเปลี่ยนการตั้งค่าจากโรงงาน

  • | | | |

    ยุค AI ครองเมือง: เรื่องจริงที่คนทั่วไปต้องรู้ (และต้องรอด!)

    จุดจบของยุคที่ AI เป็นแค่ทางเลือกคุณไม่จำเป็นต้องวิ่งตามหาปัญญาประดิษฐ์ (AI) อีกต่อไป เพราะมันได้ตามหาคุณจนเจอแล้ว ตอนนี้มันฝังตัวอยู่ในแถบค้นหา ในร่างอีเมล และในแกลเลอรีรูปภาพของคุณ นี่คือการเปลี่ยนผ่านอย่างเงียบเชียบจาก AI ที่เคยเป็นแค่เรื่องน่าตื่นเต้น กลายมาเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกพื้นฐาน คนส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกที่จะรับความเปลี่ยนแปลงนี้ แต่มันมาพร้อมกับการอัปเดตซอฟต์แวร์และการเปลี่ยนข้อกำหนดการให้บริการ เรากำลังอยู่ในยุคที่มีการจัดระเบียบวิธีที่เราโต้ตอบกับข้อมูลใหม่ทั้งหมด เป้าหมายไม่ใช่แค่การช่วยคุณหาเว็บไซต์อีกต่อไป แต่มันคือการหาคำตอบมาเสิร์ฟให้คุณโดยตรง การเปลี่ยนแปลงนี้เปลี่ยนธรรมชาติของอินเทอร์เน็ตไปอย่างสิ้นเชิง โดยย้ายเราจากโมเดลแบบห้องสมุดไปสู่โมเดลแบบผู้ช่วยส่วนตัว นี่ไม่ใช่การคาดเดาอนาคต แต่มันคือมาตรฐานปัจจุบันสำหรับทุกคนที่มี smartphone หรือ laptop การเข้าใจการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสิ่งสำคัญมากเพื่อให้เรายังคงก้าวทันโลกที่เส้นแบ่งระหว่างผลงานของมนุษย์และเครื่องจักรเริ่มจางหายไป เพื่อทำความเข้าใจความจริงใหม่นี้ ผู้อ่านควรติดตาม The AI Magazine เพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง การแทรกซึมที่เงียบเชียบของปัญญาประดิษฐ์ตอนนี้ AI กลายเป็นเลเยอร์ที่ทับซ้อนอยู่บนทุกสิ่ง ใน search engine คุณจะเห็นบทสรุปอัตโนมัติก่อนที่จะเห็นลิงก์เสียด้วยซ้ำ ในซอฟต์แวร์สำนักงาน มี sidebar ที่คอยเสนอสรุปการประชุมหรือร่างบันทึกข้อความให้คุณ โทรศัพท์ของคุณตอนนี้สามารถแนะนำคำตอบสำหรับข้อความ และระบุตัวตนบุคคลในรูปภาพด้วยระบบจดจำใบหน้าที่กลายเป็นมาตรฐานไปแล้ว การบูรณาการนี้เป็นความตั้งใจของบริษัทเทคโนโลยีที่กำลังขยับออกจาก chatbot แบบเดี่ยวๆ พวกเขาต้องการให้ AI เป็นส่วนหนึ่งของ workflow ที่มองไม่เห็น

  • | | | |

    ปรัชญา AI สำหรับคนที่เกลียดปรัชญา

    ทางเลือกที่เน้นการใช้งานจริงคนส่วนใหญ่มองว่าปรัชญาของปัญญาประดิษฐ์เป็นเรื่องถกเถียงว่าหุ่นยนต์มีจิตวิญญาณหรือไม่ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดที่เสียเวลาและบดบังความเสี่ยงที่แท้จริง ในโลกการทำงาน ปรัชญาของเทคโนโลยีนี้คือการพูดคุยเรื่องความรับผิดชอบ ความแม่นยำ และต้นทุนของแรงงานมนุษย์ มันคือการหาคำตอบว่าใครต้องรับผิดชอบเมื่อโมเดลทำผิดพลาดจนบริษัทเสียหายหลายล้านดอลลาร์ และเป็นเรื่องว่าคนทำงานสร้างสรรค์ยังคงเป็นเจ้าของสไตล์ที่ตัวเองสั่งสมมานานหลายทศวรรษหรือไม่ เรากำลังก้าวผ่านยุคที่สงสัยว่าเครื่องจักรคิดได้ไหม ไปสู่ยุคที่เราต้องตัดสินใจว่าจะเชื่อใจให้พวกมันทำแทนเราได้มากแค่ไหน การเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมช่วงที่ผ่านมาเปลี่ยนจากแชทบอทที่เอาไว้เล่นมุกตลก ไปสู่เอเจนต์ที่จองเที่ยวบินและเขียนโค้ดได้ การเปลี่ยนแปลงนี้บีบให้เราต้องเผชิญกับกลไกของความเชื่อใจแทนที่จะเป็นปริศนาเรื่องจิตสำนึก หากคุณเกลียดปรัชญา ให้มองว่ามันคือการเจรจาสัญญา คุณกำลังกำหนดเงื่อนไขให้กับพนักงานรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยหลับใหลแต่ชอบหลอน (hallucinate) เป้าหมายคือการสร้างกรอบการทำงานที่ประโยชน์จากความเร็วไม่กลบความเสี่ยงของระบบล่มทั้งระบบ กลไกของตรรกะเครื่องจักรเพื่อให้เข้าใจสถานะปัจจุบันของอุตสาหกรรม คุณต้องเมินคำศัพท์ทางการตลาดทิ้งไป Large language model ไม่ใช่สมอง แต่มันคือแผนที่ทางสถิติขนาดมหึมาของภาษาคน เมื่อคุณพิมพ์คำสั่ง ระบบไม่ได้กำลังคิดถึงคำถามของคุณ แต่มันกำลังคำนวณว่าคำไหนมีโอกาสสูงที่สุดที่จะตามหลังคำก่อนหน้าโดยอ้างอิงจากตัวอย่างนับล้านล้าน นี่คือเหตุผลว่าทำไมระบบพวกนี้ถึงเก่งเรื่องกลอนแต่แย่เรื่องคณิตศาสตร์พื้นฐาน พวกมันเข้าใจรูปแบบการพูดถึงตัวเลข แต่ไม่เข้าใจตรรกะของตัวเลขนั้นจริงๆ ความแตกต่างนี้สำคัญมากสำหรับใครก็ตามที่ใช้เครื่องมือเหล่านี้ในเชิงธุรกิจ หากคุณมองผลลัพธ์ว่าเป็นบันทึกข้อเท็จจริง คุณกำลังใช้เครื่องมือผิดประเภท มันคือเครื่องสังเคราะห์ความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่ฐานข้อมูล ความสับสนมักเกิดจากความสามารถในการเลียนแบบความเห็นอกเห็นใจของมนุษย์ มันอาจฟังดูใจดี หงุดหงิด หรือพร้อมช่วยเหลือ แต่นั่นเป็นเพียงกระจกสะท้อนทางภาษา มันสะท้อนโทนของข้อมูลที่มันถูกฝึกมาการเปลี่ยนแปลงที่เราเห็นเมื่อเร็วๆ นี้คือการนำโมเดลเหล่านี้มาเชื่อมโยงกับข้อมูลจริงในโลก แทนที่จะปล่อยให้โมเดลเดาสุ่ม บริษัทต่างๆ กำลังเชื่อมต่อพวกมันเข้ากับไฟล์ภายในของตัวเอง ซึ่งช่วยลดโอกาสที่โมเดลจะกุเรื่องขึ้นมาเอง และยังเปลี่ยนเดิมพันของการสนทนาด้วย เราไม่ได้ถามแล้วว่าโมเดลรู้อะไร แต่เรากำลังถามว่าโมเดลเข้าถึงสิ่งที่เรารู้อย่างไร นี่คือการเปลี่ยนจากงานศิลปะแบบ Generative ไปสู่การใช้งานจริง